Skip to content

การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศไทย  จัดเป็นอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อน มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อีกทั้งยังมีการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องมืออันทันสมัยมาช่วยในงานอีกด้วย

ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศไทย  เป็นการผลิตเพื่อนำแร่มาใช้ภายในประเทศเสียส่วนมาก เช่น หินปูน ,หินดินดาน , ใช้ในอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ ถ่านหิน ใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า  แร่ดินขาว ทรายแก้ว ใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิก เป็นต้น แต่ก็ได้มีการนำแร่จากต่างประเทศ เข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจำพวก เหล็ก , ทองแดง , อลูมิเนียม , ทองคำ เป็นต้น ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่จะเป็นกิจการพื้นฐานของประเทศ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ข้อจำกัดส่วนแรกมาจากการบริหาร ตลอดจนในเรื่องของกฎหมาย รวมทั้งภาพลักษณ์ด้านลบซึ่งฝังอยู่ในใจของผู้คนตลออดมา  อย่างในเรื่องการป้องกันผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดำเนินงานแบบไร้ประสิทธิภาพ ภาพลักษณ์เหล่านี้เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยด้านลบของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้เดินทางมาถึงยุคสมัยที่กระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติสูงขึ้น จึงทำให้ภาพลักษณ์ของกิจกรรมเหมืองแร่ เป็นการทำลายธรรมชาติ อีกทั้งยังสร้างความเดือดร้อนต่อหมู่บ้านใกล้เคียงอีกด้วย  โดยกระบวนการความคิดเหล่านี้ ปราศจากการตระหนักถึงประโยชน์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก มันคงถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับบทบาทความเหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังอยู่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเปลี่ยนไปพร้อมกับการพัฒนาและกระตุ้นภาพลักษณ์ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น

การทำเหมืองในอดีตมีหลายประเภท ปรับไปตามสภาพพื้นที่นั้นๆ การทำเหมืองอีกวิธีหนึ่ง คือ เหมืองปล่อง หรือ เหมืองรู  เป็นอีกวิธีในการทำเหมืองใต้ดินใช้สำหรับแหล่งแร่ชนิดชั้นดินหนามากรวมทั้งไม่มีแร่อยู่ในบริเวณชั้นเปลือกดิน วิธีการ คือ ใช้แรงงานคนขุดเพื่อสร้างรูรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก หลังจากนั้นให้ทำการติดตั้งเครื่องกว้านแร่ ซึ่งทำมาจากไม้หมุนมือเพื่อขนดินหินแร่ขึ้นมายังด้านบน จากนั้นใต้ดินจะทำเป็นอุโมงค์และมีการเว้นปล่องเพื่อใช้ในการระบายอากาศ โดยจะต้องจุดเทียนไขเอาไว้เพื่อใช้วัดปริมาณออกซิเจน

การทำเหมืองปล่องเป็นการสร้างเหมืองบริเวณเชิงเขา มีการใช้แรงงานมนุษย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สร้างเหมืองโดยการขุดรูเข้าไปในชั้นดินตามสายแร่ ทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ขนาดของรูมีขนาดพอให้คน 1 คนลอดเข้าไปได้ โดยมีอุปกรณ์ติดตัวไปด้วย เช่น จอบ , เสียม , บุ้งกี๋ , เชือก เพื่อใช้ขนหินดินทรายปนแร่ขึ้นไปบนพื้นดิน

เหมืองแล่น หรือ GROUND SLUICING

เป็นการทำเหมืองแร่อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการสร้างเหมืองในแหล่งบริเวณเชิงเขา ใช้แรงงานคนกับการสูบน้ำผ่านทางกระบอกฉีดไปพังที่หน้าเหมือง หลังจากนั้นปล่อยให้ดินไหลรวมไปกับน้ำไหลไปเรื่อยๆตามร่องดินซึ่งขุดลอกเอาไว้ไปจนเข้าสู่รางกู้แร่ การทำเหมืองเหมืองแล่น นิยมทำกันมากในช่วงหน้าฝน รวมทั้งเหมาะกับผู้มีเงินลงทุนน้อย

การทำเหมืองแล่นต้องใช้กำลังจาก 2 อย่างผสมผสานเข้าด้วยกัน คือการไหลของน้ำและแรงงานจากคนจำนวนมากกว่า 2 คนขึ้นไป เป็นการกระทำต่อดินหรือหินอันมีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ดีบุกจำนวนมาก มักสร้างเหมืองตามบริเวณที่ราบควนเขา จะทำการพังทลายดินหินให้แหลกและให้ไหลไปตามรางดินที่ทำเป็นทางแบบร่องทางน้ำไหลโดยมีขนาดกว้าง 1-2 เมตร สร้างรางไปตามทางลาดชันของภูมิประเทศ การทำเหมืองแล่นนี้มีจุดประสงค์เก็บแร่ดีบุกและแร่พลอยซึ่งมีน้ำหนักตกลงไปในรางดิน ส่วนเศษต่างๆที่ไม่ใช้ เช่น ดิน , หิน , ทราย ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าก็จะถูพัดลงสู่ที่ต่ำ หลังจากได้ปล่อยไปสักระยะหนึ่งแล้วก็จะกู้แร่ในรางดินดังกล่าว เพื่อนำแร่ไปทำให้สะอาดต่อไป

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่แหล่งท่องเที่ยวภูเก็ต

เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันน่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง ตัวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ กลางหุบเขาอันรอบล้อมไปด้วยป่าไม้เขียวขจี สวยงาม สงบร่มรื่น เหมือนเข้ามาอยู่ยังดินแดนลับแล สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งแหล่งศึกษาทางวัฒนธรรม เป็นการจำลองการทำเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน รวมทั้งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของจังหวัดภูเก็ต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 400 ไร่ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน รวมทั้งบอกเล่าความเป็นมาของการทำเหมืองแร่ของไทยในสมัยก่อน มีห้องต่างๆที่มีการจัดแสดงอย่างไว้อย่างพรั่งพร้อม

ห้องปฐพีเหมืองแร่

ห้องนี้แบ่งออกเป็นโซนย่อยๆอีกหลายโซนด้วยกัน แสดงถึงสภาพ การสำรวจแร่ , การบุกเบิกแหล่งแร่ , ตามรอยเหมืองแร่ รวมทั้งมีการจัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าประวัติการทำเหมืองแร่หลายประเภท เช่น เหมืองแล่น , เหมืองหาบ , เหมืองเรือขุด , เหมืองฉีด เป็นต้น โดยห้องเหล่านี้คุณจะได้รับความรู้อย่างเต็มอิ่ม มีรูปปั้นแสดงเหตุการณ์จำลองเพื่อความสมจริง เหมือนหลุดไปอยู่ในครั้งอดีต ถ้าใครอยากย้อนรอยศึกษาอดีตเกี่ยวเหมืองแร่ ขอแนะนำให้มาพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ตสักครั้งรับรองว่าคุณจะได้ความรู้ และความอิ่มใจกลับบ้านไปอย่างแน่นอน

 

การทำเหมืองแร่ เป็นการสกัดเพื่อนำแร่ธาตุ  หรือวัสดุอื่นๆจากใต้ผืนดินขึ้นมาใช้  วัสดุทั่วไปที่สามารถสกัดได้มีมากมายหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น  ทองแดง , เหล็ก , ทองคำ , ตะกั่ว ,  แพลทินัม,  เงิน ,  ดีบุก ,  สังกะสี ,  ถ่านหิน , เพชร ,  พลอย เป็นต้น

การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศไทยสมัยก่อน จัดเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ เพราะในตอนนั้นหากเราไม่มีทรัพยากรในประเทศที่สามารถมาใช้ประโยชน์ได้ เราจะต้องนำเข้าแร่จากต่างประเทศซึ่งจะก่อให้เกิดการเสียดุลทางการค้า อีกทั้งการนำเข้าแร่มีราคาสูงกว่าแร่ที่ผลิตได้ในประเทศอีกด้วย หากมีการทำเหมืองในประเทศ จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์รวมทั้งทำให้ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุดิบเพื่อนำไปใช้กับภาคอุตสาหกรรม

การทำเหมืองแร่ในสมัยนั้นถูกเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก ว่าเป็นสาเหตุใหญ่ของการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายธรรมชาติ จริงอยู่ว่าการทำเหมืองแร่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่นั้นๆ  แต่ความจริงคือการทำเหมืองแร่ไม่ได้เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงนี้ถ้าผู้ทำเหมืองปฏิบัติตามหลักวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา จะต้องมีการคำนึงถึงความคุ้มค่าในการใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะในด้าน สังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งต้องมีการวางแผนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ก่อนอยู่แล้ว ซึ่งเหมืองแร่ทุกประเภทต้องมีการประเมินผลที่จะกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรกก่อนจะเริ่มดำเนินการใดๆ อีกทั้งเหมืองแร่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนในบริเวณใกล้เคียง

เหมืองแร่ในอดีตชอบก่อปัญหาทางด้านสุนทรียภาพอยู่เป็นนิจ สามารถประสบพบเจอได้ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ส่วนหนึ่งของปัญหา มาจากการขาดจิตสำนึก ปราศจากความรู้ ไร้ซึ่งกฎหมาย รวมทั้งเหมืองแร่ในอดีตมักจะตั้งอยู่ห่างไกลจากแหล่งความเจริญมาก แต่ปัจจุบันนี้การทำเหมืองมีทั้งกฎหมาย  มีหน่วยงานคอยดูแล ซึ่งเป็นการกำหนดให้เจ้าของเหมืองต้องทำการดูแล ป้องกัน รวมทั้งต้องพยายามลดผลกระทบใดๆก็ตามต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง และต้องทำการฟื้นฟูสภาพเมื่อเสร็จภารกิจ

การทำเหมืองสามารถแบ่งออกเป็นได้หลายแบบและหนึ่งในนั้น คือ  เหมืองครา  หรือ Hill Mining  ซึ่งเป็นการทำเหมืองแร่บนเขา วิธีการคือสร้างรางน้ำให้ลาดลงมาตามไหล่เขา เพื่อให้น้ำไหลลงมาตามรางนั้น พร้อมกับนำพาแร่ลงมาในที่รองรับแร่ซึ่งสร้างเป็นบ่อ แล้วคนงานที่อยู่ปลายน้ำจะร่อนเอาดินเอาทรายออก พร้อมกับเลือกเก็บเอาแต่เนื้อแร่ไปใช้ต่อ การทำเหมืองแร่แบบเมืองครานี้ มีข้อดีคือใช้แรงงานคนน้อยจึงสร้างกำไรได้มาก แต่ข้อเสียคือเป็นการทำลายป่ารวมไปถึงพื้นที่เพาะปลูกบางส่วน  เนื่องจากการมีการพังทลายของดินทรายนั่นเอง

ข้อมูล http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/phangnga7.htm

เหมืองแร่ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของประเทศชาติ เพราะนอกจากจะลดต้นทุนในการนำเข้าแร่ธาตุเพื่อมาใช้ในประเทศแล้วยังสามารถสร้างรายได้โดยการส่งออกแร่ธาตุเหล่านั้นไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย ในประเทศไทยมีแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญหลายแห่ง วันนี้ เราจะพาไปรู้จักแหล่งแร่ธาตุบางแห่งที่มีความสำคัญ ดังนี้

เหมืองแร่โปแตชกับเกลือหินบำเหน็จณรงค์

                กรมทรัพยากรธรณีได้เจาะสำรวจแหล่งแร่โปแตชและเกลือหินเมื่อปี พ.ศ.2524 ที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เดิมทีที่ขุดเจาะอุโมงค์ เกิดปัญหาน้ำใต้ดินไหลลงสู่ปล่องอุโมงค์ จากนั้นก็มีการแก้ปัญหาโดยสูบน้ำออกแล้วอัดซีเมนต์จึงทำงานต่อไปได้ จนเมื่อปี พ.ศ.2534 คณะรัฐมนตรีทำการเสนอเข้าสู่โครงการอุตสาหกรรมของประเทศอาเซียน ได้รับการอนุมัติโดยใช้ชื่อว่า โครงการทำเหมืองแร่โปแตชของอาเซียน (ประเทศไทย) โดยมีการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชนในกลุ่มประเทศอาเซียน มีการดำเนินการขุดเจาะเพื่อพัฒนาการขนถ่ายและระบายอากาศเพิ่มขึ้น พ.ศ.2549 กรมทรัพยากรธรณีได้มีการศึกษาพัฒนาเหมืองแร่โปแตชให้เพิ่มมูลค่ามากขึ้นโดยมีการจัดทำเป็นเคมีภัณฑ์ ปัจจุบันเหมือนแร่แห่งนี้ยังมีการขุดเจาะและพัฒนาวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

เหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ

เป็นเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง โดยมีการเริ่มต้นขุดเจาะมานานตั้งแต่ พ.ศ.2460 สมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มจากที่กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินที่ในขณะนั้นมีคำสั่งให้สำรวจหาเชื้อเพลิงเพื่อเป็นพลังงานทดแทนฟืนที่ใช้สำหรับรถจักรไอน้ำ และพบถ่านหินลิกไนต์เข้าในราวปี พ.ศ.2464 เมื่อเข้าสู่ยุคของรัชกาลที่ 7 จึงได้มีพระบรมราชโองการให้ราชการไทยเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น จากนั้นกรมทรัพยากรธรณีก็ได้ดำเนินการอย่างจริงจังจนมีการก่อสร้างโรงจักรแม่เมาะขึ้น มีการดำเนินการโดยใช้ถ่ายหินลิกไนต์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าในปี พ.ศ.2503 ปัจจุบันเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะแห่งนี้อยู่ในสังกัดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีการขุดเจาะถ่านหินแล้วนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าจากโรงงานแม่เมาะแล้วนำจ่ายไปสู่จังหวัดต่าง ๆ นับว่าเป็นเหมืองแร่ที่มีความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

               เหมืองแร่พลอยอำเภอบ่อพลอย

เป็นเหมืองแร่พลอยที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีชื่อเสียงมาช้านาน พลอยที่พบมากอีกทั้งได้รับความนิยมมากในอำเภอบ่อพลอยคือแซฟไฟร์สีฟ้า หรือ สีน้ำเงิน นอกจากนั้นยังมีสีอื่น ๆ บ้าง เช่น น้ำตาลอ่อน แดงอ่อน เหลืองอ่อน ทับทิม นิล โกเมน ซานิดีน เป็นต้น บริเวณนี้มีทั้งการดำเนินการจากบริษัทขนาดใหญ่ และการขุดเจาะเป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กของชาวบ้าน สร้างเม็ดเงินเข้าสู่จังหวัด และประเทศไทยได้มากทีเดียว

 

ที่มา

https://th.wikipedia.org

 

 

หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องการทำเหมืองมาบ้างจากทางสื่อวิทยุโทรทัศน์ต่าง ๆ แท้จริงแล้วการทำเหมืองคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับการทำเหมืองมาฝากกัน

การทำเหมืองแร่ หมายถึง การนำเอาแร่ธาตุที่มีค่าโดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การขุด การเจาะ แล้วนำเอาแร่ธาตุที่ต้องการสกัดออกมาจากดินหรือหินอีกที มีทั้งที่เป็นแร่โลหะและแร่อโลหะ แร่โลหะ เช่น แร่ทองแดง แร่ทองคำ แร่ตะกั่ว แร่เงิน แร่ไททาเนียม แร่สังกะสี เป็นต้น ส่วนแร่อโลหะ เช่น พลอย เพชร ถ่านหิน หยก เป็นต้น รวมไปถึงวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่จัดอยู่ในแร่ธาตุ ได้แก่ ดิน หิน ทราย ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น การทำเหมืองแร่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อประเทศชาติ เพราะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าแร่ธาตุจากต่างประเทศ รวมถึงสามารถส่งออกไปจำหน่ายเพิ่มรายได้เข้าประเทศได้อีกด้วย

การทำเหมืองแร่นั้น ในอดีตไม่มีการควบคุมขั้นตอนวิธีการที่ถูกต้องทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ตามมา ทำให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้รับความเดือดร้อน แต่ปัจจุบันนั้นการทำเหมืองมีกฎหมายควบคุม มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวด ทำให้ผลกระทบจากการทำเหมืองน้อยลงมาก แทบไม่มีเลย อย่างไรก็ตามการที่จะทำเหมืองบริเวณใดบริเวณหนึ่งนั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากชุมชนหรือประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย

เราสามารถแยกประเภทของการทำเหมืองได้ ดังนี้

- เหมืองครา เป็นการทำเหมืองบนภูเขาโดยใช้วิธีทำรางให้น้ำไหลชะล้างหน้าดินเพื่อนำแร่ให้ไหลลงไปในบ่อขุด แล้วใช้คนงานร่อนเอาแร่ออกจากดิน และทรายอีกทีหนึ่ง แต่วิธีการนี้จะมีผลเสียคือทำให้หน้าดินเสียหาย

- เหมืองปล่องหรือเหมืองรู ใช้วิธีการขุดรูจากหน้าดินลงไปจนถึงบริเวณที่มีชั้นแร่แล้วนำดินบริเวณนั้นขึ้นมาร่อนเอาแร่ออก ถือเป็นวิธีที่อันตรายเพราะเสี่ยงต่อการพังทลายยุบตัวของดิน

- เหมืองหาบ ใช้การขุดหน้าดินที่มีแร่ผสมอยู่แล้วนำไปร่อนหรือล้างแร่ออก เดิมทีใช้แรงงานคนขุด แต่ปัจจุบันมีการนำรถตัก รถถัง เครื่องเจาะระเบิด เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก

- เหมืองแล่น คล้ายกับเหมืองคราแต่จะเป็นพื้นที่เล็กกว่า ทำกันภายในครัวเรือน โดยการขุดให้ดินทรายที่มีแร่ธาตุไหลลงมาสู่รางกู้แร่แล้วร่อนออก
- เหมืองสูบ ใช้เครื่องสูบไปสูบหินหรือทรายบริเวณที่มีแร่ปนอยู่แล้วนำไปล้างเพื่อแยกแร่ มีความประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย นิยมใช้กันมากในภาคใต้

- เหมืองฉีด ใช้เครื่องฉีดที่มีแรงดันสูงเพื่อฉีดพังทลายดินทรายบริเวณที่มีแร่ปนอยู่แล้วแยกเอาแร่ออกมา
- เหมืองเจาะงัน ใช้แรงงานคนขุดลงไปไม่เกิน 10 เมตรแล้วนำหินทรายปนแร่ขึ้นมาแล้วร่อนแยกแร่อีกทีหนึ่ง

- เหมืองเรือขุด เป็นการทำเหมืองที่ใช้เงินลงทุนสูงมาก โดยใช้เครื่องจักรติดตั้งบนเรือหรือทุ่นแล้วเจาะลงไปเพื่อหาแร่ธาตุ วิธีนี้ทำได้ทั้งบนบกและในน้ำ นิยมใช้แถบทะเลภาคใต้
- เหมืองแร่สูบ ติดตั้งเครื่องจักรบนเรือหรือแพแล้วสูบแร่ธาตุขึ้นมา วิธีนี้ใช้กับบริเวณที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล
- เหมืองอุโมงค์ เป็นวิธีที่ใช้เงินทุนสูงมากโดยการขุดเจาะใต้ดินเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่จนไปถึงแหล่งแร่ธาตุ ร่วมกับการเจาะระเบิดและใช้เครื่องจักรบดแยกแร่

ที่มา

http://www.thaiheritage.net