Skip to content

Akara Gold Min123zz

และที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ ณ ขณะนี้กับเรื่องราวของเหมืองชื่อดังอย่างเหมืองอัครา ที่ถูกพูดถึงในสภาฯที่ผ่านมานี้ ก็ทำให้เราได้ยินกันมาบ้างกับชื่อเหมืองนี้ แต่จะมีใครบ้างที่จะรู้ว่าเหมืองทองชื่อดังอย่างเหมืองอัครานั้นตั้งอยู่สถานที่แห่งใด และทำไมถึงต้องเข้ามามีบทบาทกับสังคมได้มากมายขนาดนี้ และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านมารู้จักกันกับเหมืองทองชื่อดังชื่อนี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วเราก็มาเริ่มออกเดินทางไปเรียนรู้ประวัติของเหมืองทองแห่งนี้กัน

ก่อนอื่นก็ก็ควรมาทราบกันก่อนว่า  เหมืองอัครานั้นตั้งอยู่ที่ไหน ซึ่งจากการสืบค้นก็พบว่าเหมือง อัครานั้นตั้งอยู่ที่เขตรอยต่อ 3 จังหวัดอย่าง พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ที่ถูกครอบครองกรรมสิทธิ์อยู่ภายใต้บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเหมืองทองแห่งนี้ได้เข้ามาครอบครองพื้นที่ เริ่มกิจการเหมืองทองตามที่ได้มีการทำสัญญาตกลงไว้ในสัญญาของชาวต่างชาติที่ขอเข้ามาทำสัญญาเพื่อการเปิดกิจการเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งในหลายปีที่เหมืองทองอัคราได้ตกลงเข้ามาทำสัญญาก็มีการส่งรายได้กว่า 4000 ล้านบาทให้กับรัฐในระยะเวลาตลอดหลายที่ผ่านมาตามสัญญา ซึ่งเหมืองทองอัคราก็ได้ประกอบกิจการเหมืองทองได้ดีเสมอมาจนกระทั่งรัฐบาลใช้อำนาจตาม มาตรา 44 เพื่อระงับการทำกิจการของเหมืองทองอัคราเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็กินระยะเวลาร่วม 2 ปีกว่า โดยรัฐบาลให้เหตุผลถึงการสั่งปิดเหมืองครั้งนี้ว่าเหมืองได้ปล่อยมลพิษให้กับชาวบ้านที่อยู่ระแวกใกล้เคียงจนได้รับความเดือดร้อนเสียจนชาวบ้านที่ไม่พอใจจำนวนมากก็ได้ยื่นเรื่องต่อกรมมลพิษเพื่อให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงเวลาแรกที่เหมืองเปิดทำการแต่ก็ไม่ได้รับการเยียวยาเท่าที่ควรจนเป็นเหตุให้ถูกสั่งปิด ฝ่ายเหมืองอัครา และพนักงานภายใต้การดูแลของเหมืองเองก็ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกสั่งปิดแบบกระทันหันของเหมืองเช่นกัน ซึ่งเหมืองอัคราเองก็ต้องแบกรับหน้าที่ชดเชยเยียวยาพนักงานจำนวนมากที่ต้องตกงานจากกการปิดเหมือง ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ส่งผลให้ฝ่ายที่เสียหาย และเสียผลประโยชน์ก็ต่างออกมาเรียกร้องสิทธิ์ในเรื่องที่ตนควรจะได้รับ

ซึ่งเราก็ต้องมาตามดูกันว่าเรื่องราวของเหมืองทองอัคราแห่งนี้จะเดินทางไปเป็นอย่างไร ซึ่งในฝ่ายของเหมืองเองก็กำลังเตรียมเดินทางเพื่อฟ้องเอาผิดกับรัฐบาลต่อการกระทำที่ขัดกับกฎหมายข้อนี้ด้วย มาถึงตรงนี้แล้วหลายท่านคงจะได้รู้จักกับเหมืองแห่งนี้มากยิ่งขึ้นหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่มากก็น้อย

Agra

แร่ธาตุ อัญมณี เครื่องประดับ แก้วแหวนเงินทองต่าง ๆ ต่างเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่หา แต่การจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ย่อมต้องมีกระบวนการวิธีในการที่จะได้มา ซึ่งสิ่งมีค่าเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งหายากสอดคล้องไปกับราคาที่สูงตามที่เป็นสิ่งของหายากด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งของหายากเหล่านี้ก็ต้องมีวัตถุดิบที่จะนำมาซึ่งเครื่องประดับที่ต้องการ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบก็คือทองคำ และวัตถุดิบเหล่านี้เองก็ต้องสรรหามาจากการขุดเหมืองทองคำ บ้างก็นำเข้าแร่ทองคำแต่อย่างไรก็ดีในประเทศไทยของเราเองก็มีเหมืองผลิตทองคำด้วยเช่นกัน ซึ่งในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับเหมืองทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยกันว่ามีที่สุดในประเทศไทยว่ามีแหล่งไหนบ้าง

เมืองไทยเองก็เป็นเมืองที่ส่งออกทองคำมากติดอันดับที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งเหมืองทองในไทยก็มีดังต่อไปนี้

  • บริษัท ชลสิน จำกัด ในพื้นที่ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่กว่า 2,604 ไร่
  • บริษัท สมพงษ์ไมนิ่ง จำกัด ในพื้นที่ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ 239 ไร่
  • บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ที่ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ 93 ไร่
  • บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีพื้นที่ 697 ไร่
  • บริษัท อมันตา จำกัด ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู จังหวัดสตูล มีพื้นที่ 4,315 ไร่

ซึ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเหมืองที่มีในประเทศไทย ซึ่งเหมืองเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยให้คนในพื้นที่มีงานทำ และเศรษฐกิจการส่งออกก็เป็นไปอย่างดี ทองคำที่สกัดได้ในแต่ละปีสามารถสกัดได้นับเป็นตัน ๆ  กว่า 31 เส้นแร่ทองคำที่มีอยู่ในประเทศไทยและยังมีอีกกี่แห่งที่ยังไม่ได้รับการค้นพบ นั้นส่งผลให้ประเทศไทยได้รับรายได้จากเหมืองทองเยอะมากในแต่ละปี

แต่สิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจเหมืองแร่นั้นก็ต้องคำนึงถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่ตามมาด้วย เนื่องจากปัจจุบันเหมืองทองก็เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงไปควบคู่กับเรื่องสิ่งแวดก็จะเป็นการดีต่อทั้งทางเศรษฐกิจไทยและประโยชน์ต่อทั้งคนในชุมชน มาถึงตรงนี้แล้วหลายท่านก็คงจะได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจเหมืองทองในไทยกันมาบ้างแล้ว และคงจะทราบสถานที่ทำเหมืองในไทยกันมาบ้างแล้ว ซึ่งสถานทีเหล่านั้นก็ได้ส่งออกเมืองหลายตันต่อปีเลยทีเดียว

อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของประเทศลาวได้รับความสนใจอย่างมาก จากกลุ่มลงทุนจากต่างประเทศ FDI นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา ทำให้เหมืองเป็นส่วนสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของลาว เหมืองของพวกเขาพบแร่มากกว่า 540 ชนิด ประกอบไปด้วย ทองคำ, ทองแดง, สังกะสี, ตะกั่ว และแร่ธาตุอื่นๆ ในช่วงปี 2012 อุตสหกรรมการขุดเหมืองหินทำให้ GDP เติบโตขึ่นประมาณ 7.0% ปัจจุบันนี้ประเทศลาวได้เป็นสมาชิกของกลุ่ม องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นองค์กรสังกัดสหประชาชาติ ดำรงอยู่เพื่อเป็นตัวกลางการค้าระหว่างประเทศ

นับจากปี 2003 ที่ลาวเพิ่งให้ความสำคัญกับการทำเหมืองในประเทศ จนได้เริ่มโครงการขุดครั้งแรกขึ้น Sepon Mine ก่อตั้งขึ้นด้วยบริษัทในประเทศรวมถึงต่างประเทศจำนวน 127 บริษัท ในปี 2008 มีแผนทำงาน 213 โครงการครอบคลุมการขุดแร่ทั่วประเทศ โดยมีแผนที่สำรวจทางธรณีวิทยาที่จะนำมาใช้ในการทำเหมืองของปี 1964 จัดทำโดยประเทศฝรั่งเศส ได้รับการปรับปรุงใหม่ในช่วงปี 1990 ครอบคลุมพื้นที่เพียง 54.86% ของประเทศ (ประมาณ 2.3 แสนตารางกิโลเมตร) ต่อมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้รับมอบอำนาจในการสร้างฐานข้อมูลทางธรณีวิทยา เพื่อการจัดการโครงการเหมืองที่มีประสิทธิภาพรวมถึงการสำรวจในอนาคต

อัตราการผลิตแร่ในลาว

ตั้งแต่ปี 2009 ได้ประเมินไว้ว่ามีทองคำ 500 ถึง 600 ตัน ทองแดง 8 ถึง 10 ล้านตัน สังกะสี 2 ถึง 3 ล้าน ในปี 2009 มีเหมืองทำงานรวมกันประมาณ 35 แห่งรวมถึงเหมือง Sepon และPhubia ผลกระทบของการลงทุนจาก FDI ช่วยให้ประเทศลาวมีกำลังการส่งออกที่สูงมาก เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศของแร่ธาตุมีจำกัด ตามที่สภาระหว่างประเทศว่าด้วยการขุด และโลหะ ณ ปี 2011 อุตสหกรรมเหมืองมีสัดส่วน 12% ของรายรับรัฐบาล และ 80% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อัตราการส่งออกของแร่ถือเป็น 45% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ โดยผลผลิตส่วนใหญ่ส่งตรงมาจากเหมือง Sepon และเหมือง Phu Kham มากถึง 90% ของผลผลิตจากเหมืองทั้งหมดในประเทศ

หลังจากที่ลาวได้ลงนามในข้อตกลงของ “องค์การการค้าโลก (WTO)” ทำให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในภาคอุตสหกรรมเหมืองแร่ โดยคาดว่าจะส่งผลต่ออัตราการผลิตแร่อย่าง ทองแดง, ทองคำ และเงิน นอกจานนี้ด้วยการร่วมมือกับจีน และออสเตรเลีย พวกเขายังมีกำลังผลิตแร่อะลูมิเนียมกับอลูมินาที่สกัดจาก Bolaven Plateau หลังจากที่ลาวเริ่มขุดแร่อย่างหนักทำให้เริ่มเกิดมลพิษขึ้นอย่างหนาแน่นในภาคเหนือ บางส่วนได้ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลองทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นวงกว้าง ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งทางการลาวก็ดูเหมือนจะออกมาวางแผนช่วยเหลือแต่ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม พวกเขายังคงเดินขุดเหมืองต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

 

Southern mining

ภาคใต้เป็นสถานที่อุดมไปด้วยทรัพยากรมากมาย โดยเฉพาะทรัพยากรแร่ธาตุอย่างแร่ดีบุก ที่ถือได้ว่าเป็นผลผลิตหลักที่สำคัญของทางภาคใต้ ที่นี่แห่งนี้เต็มไปด้วยเหมืองแร่ดีบุกที่กระจัดกระจายไปทั่วอำเภอต่าง ๆบางแห่งถูกสร้างขึ้นมานับแต่อดีต จนปัจจุบันนี้ก็ยังมีเหมืองที่ยังคงทำงานอยู่ตลอดทุกวันนี้ ผลผลิตจากแร่ดีบุกช่วยสร้างเศรษฐกิจให้แก่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ช่วยส่งเสริมอาชีพให้แก่คนในพื้นที่ โดยนับจากการเจริญเติบโตของกิจการเหมืองตั้งแต่ปี พ.ศ.2411 เป็นต้นมา ตอนนี้มีเหมืองทั้งหมด 184 หยุดดำเนินกิจการไปแล้ว 17 แห่งแต่ยังคงทำงานอยู่ 167 แห่ง ได้แก่ กระบี่ 13 แห่ง, ชุมพร 7 แห่ง, ตรัง 6 แห่ง, นครศรีธรรมราช 65 แห่ง, นราธิวาส 5 แห่ง, พังงา 6 แห่ง, พัทลุง 2 แห่ง, ยะลา 7 แห่ง, ระนอง 5 แห่ง สงขลา 13 แห่ง, สตูล 3 แห่ง และสุราษฎร์ธานี 52 แห่ง

นอกจากแร่ดีบุกแล้วยังมีทรัพยากรชนิดอื่น ๆ อย่าง ทองคำ ที่อยู่ในเหมืองจังหวัดนราธิวาสและชุมพร ทองคำถือเป็นแร่ที่มีมูลค่าสูง แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีการดำเนินกิจการแล้ว เหลือไว้เพียงพิพิธภัฑ์เหมืองทองคำโต๊ะโมะ ที่เปิดให้คนไทยเข้าไปเยี่ยมชมประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ ที่อดีตเคยผลิตสินแร่ทองคำออกมาทุกวัน เคยมีประวัติว่าชาวฝรั่งเศษได้มาลงทุนขุดทองคำที่นี่ได้กว่า 1,850 กิโลกรัม ถ้าราคาทองในปี พ.ศ.2483 จะอยู่ที่ราว ๆ 600 บาท/กรัม ชาวฝรั่งเศษกลุ่มนี้ทำงานได้กว่า 1.1 พันล้านบาทไทย อันดับถัดมาคือ แร่ทั่งที่อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทังสเตน หรือมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า วุลฟรัม ถูกนำมาใช้แทนวัสดุเหล็กกล้า เพราะมีความแข็งแกร่งกว่าในหลาย ๆ ด้าน

ในอดีตทังสเตนยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมาก ส่วนหนึ่งคือมันเป็นแร่ที่สกัดออกมาได้ยากมาก ๆ และเมื่อขุดมาได้ก็ยากจะนำไปแปรรูปเพราะต้องอาศัยเครื่องจักรที่มีราคาแพง ทำให้ราคามันพุ่งไปถึง 3.85 ล้านบาทต่อ 1 เมตริกตัน ปัจจุบันในปี 2018 นี้ด้วยความต้องการ ผลผลิตที่มากขึ้นทำให้ราคาปรับตัวลงมาอยู่ที่ 1.2 ล้านบาทต่อ 1 เมตริกตัน ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมักพบเหมืองแร่ทังสเตนได้ในอำเภอพิปูน ฉลวาง และท่าศาลา นอกจากนี้ยังมีพบในจังหวัดอื่น ๆ อย่างจังหวัดเชียงรายอีกด้วย อย่างที่เห็นว่าประเทศไทยเราตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรแร่ธาตุ ต้นไม้ธรรมชาติ แหล่งน้ำสะอาด ติดทะเล ดังนั้นไม่ใช่เพียงแต่ภาคใต้เท่านั้นที่เป็นแหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ แต่จังหวัดอื่น ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคยังมีเหมืองที่กำลังทำงานอยู่กว่าหลายร้อยแห่ง และบางแห่งก็ยังรอคอยว่าในซักวันหนึ่งจะถูกค้นพบ

Minepic

แร่เหล็ก และแร่ต่าง ๆ เป็นทรัพยากรล้ำค่าและสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ พวกเราสร้างเหมืองแร่ตามจุดต่าง ๆ ที่ถูกค้นพบ เราเริ่มรู้ว่ามันมีความอันตราย เริ่มที่จะตระหนักถึง เมื่อมีการขุดเหมืองถ่านหินขึ้น กระบวนการขุดเจาะถ่านหินทำให้เกิดละอองแร่ธาตุที่เป็นพิษและโลหะหนักที่ซึมเข้าไปในชั้นดินและน้ำ ผลกระทบของการขุดถ่านหินจะยังคงมีอยู่เป็นเวลาหลายปีหลังจากถ่านหินถูกขุดไปจนหมดแล้วก็ตาม อันตรายของการทำเหมืองแร่ไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่อาจทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้เลยหากทำผิดพลาดระหว่างขุดถ่านหิน ซึ่งอาจเกิดไฟลุกขึ้นได้ทำให้เผาไหม้เป็นเวลากว่าสิบปี มันจะเต็มไปด้วยควันไฟที่ลอยไปทั่วอากาศ ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่ปกคลุมไปด้วยหมอกพิษ

นอกจากที่มันจะปล่อยมลพิเษออกมาแล้ว ที่น่ากลัวที่สุดคงจะไม่พ้นก๊าซมีเทน มันเป็นก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเรือนกระจกสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 20 เท่า ฝุ่นควันจากถ่านหินเป็นผลเสียมากต่อร่างกาย คนที่สูดดมมันเข้าไปในปริมาณมากจะมีโอกาสสูงที่จะเป็นมะเร็งปอด โดยเฉพาะในคนงานเหมือง กับ ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง สถิติได้ระบุไว้ว่ามีปริมาณการเกิดอุบัติเหตุกับคนงาน บ้านเรือนใกล้เคียงสูงมาก ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากรณีดังกล่าวมากถึง 1,000 คน คนส่วนใหญ่มักไม่ต้องการอยู่อาศัยใกล้เคียงกับเหมืองก็เพราะเหตุผลหลัก ๆ ที่กล่าวมา

การทำเหมืองแร่มีหลายชนิด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเจาะเข้าไปในชิ้นหินลึกใต้ดิน แต่ก็มีอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน คือเหมืองแร่แบบเปิด เนื่องจากใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลผลิตเยอะ การทำเหมืองแบบนี้ส่งผลเสียต่อภูมิประเทศแบบถาวร ทำให้ชั้นดินไม่มั่นคงไม่เหมาะเป็นที่ตั้งของอาคาร หรือการเกษตร ปัจจุบันเราพบเหมืองชนิดนี้มากกว่า 40 เปอร์เซ็นทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบประเทศออสเตรเลียที่คิดเป็นร้อยละ 80 ของทั้งหมด แน่นอนว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ผลผลิตที่มากขึ้นแลกมาด้วยการทำลายภูมิทัศน์ป่าไม้ ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าในบริเวณ ในระหว่างเคลียร์พื้นที่สำหรับทำเหมือง

ปัญหาไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ เมื่อฝนตกลงมาจะนำพามลพิษที่อยู่บนผิวดินลอยไปยังแหล่งน้ำ มลพิษเหล่านี้ ทำให้ระบบนิเวศในน้ำปนเปื้อนส่งผลให้ปลา และต้นไม้ใกล้ ๆ ค่อย ๆ ตายอย่างช้า ๆ ผลกระทบยังเกิดกับมนุษย์ในแบบเดียวกัน โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางเสียงเมื่อเครื่องจักรกลหนักทำงานตลอดทั้งวัน เพื่อผลิตแร่ให้บริษัทของพวกเขาร่ำรวยโดยไม่คิดว่าใครจะได้รับผลกระทบหรือไม่